ดู Series Modern love : เป็นศิลปะการนำเสนอมุมมองความรัก ที่น่าดูมาก ๆ

ดู Series Modern love : เป็นศิลปะการนำเสนอมุมมองความรัก ที่น่าดูมาก ๆ ภูมิใจนำเสนอเลยจริง ๆ กับ modern love ซีรีส์ที่รวมเรื่องราวความรักหลากรูปแบบ ผลงานการเขียนบทและกำกับโดย John Carney ผู้กำกับ once , begin again และ sing street ออกอากาศทางAmazon Primeไปเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 62

สำหรับซีรีส์ชุดนี้เป็นซีรีส์ที่สะท้อนมุมมองความรักได้ดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเขาจะหยิบเอาเรื่องราวจากทางบ้านที่ลงตีพิมพ์ใน เดอะนิวยอร์กไทม์ส มานำเสนอ คล้าย ๆ คลับไฟรเดย์บ้านเราที่นำเรื่องราวจากทางบ้านมานำเสนอนั่นแหละ แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ!!! การนำเสนอของเขามันแตกต่างออกไปมาก ดิฉันอยากจะเรียกมันว่า เป็นศิลปะการนำเสนอที่หยิบประเด็นมาเล่นได้ฉลาดมาก เป็นกวีนิพนธ์ เป็นนิยายสั้นสุดคลาสสิค อะไรทำนองนี้ (นี่ไม่ได้พูดเกินจริงไปเลยนะ) เรื่องนี้มี 8 episode ค่ะ จบในตอน ดูแล้วจบเลยไม่มีค้างคา

Ep 1 . When the Doorman Is Your Main Man
เรื่องราวของ Guzmin (Laurentiu Possa) คนเฝ้าประตูอพาร์ตเมนต์กับ Mitchell (Cristin Milioti) สาวบ้าน ๆ ที่เป็นหนอนหนังสือตัวยงคนหนึ่ง ที่มีความเอื้ออาทรต่อกัน ดิฉันไม่ทราบเหมือนกันนะว่าตอนที่ลงเดอะนิวยอร์กไทม์ส เจ้าของเรื่องเขาเล่าเรื่องราวว่ายังไง แต่ในมุมมองที่นำเสนอออกมาเป็นซีรีส์มันสวยงาม มันตื้นตัน มันคือมิตรภาพที่น่าอิจฉา ในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจะหามิตรภาพแบบนี้ได้สักกี่ครั้ง คนบางคนต่อให้เผชิญโลกมาทั้งชีวิตอาจจะไม่เคยได้รู้จักมันเลยด้วยซ้ำ แต่ Mitchell นางเจอมิตรภาพสวยงามแบบนี้แหละ แล้วบทก็สื่อออกมาให้เรารู้สึกตามไปด้วยได้จริง ๆ หลายประโยคที่ Guzmin พูดออกมาทำให้เรารู้สึกได้ว่า โอ้โห Mitchell เธอโชคดีมาก ๆ ที่มีคนแบบนี้อยู่ในชีวิต

ดู ep1 แล้วก็ประทับใจ จะบอกว่าชอบมากเลยก็ได้นะ เพราะเรื่องราวแบบนี้มันเกิดขึ้นได้จริง ๆ โดยที่เราไม่ต้องไปวิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ จริง ๆ แล้วชีวิตของ Mitchell ไม่ได้สวยหรู เธอไม่ใช่เจ้าหญิงที่มีเทพบุตรคอยปกป้อง เธอก็เป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีช่วงชีวิตบัดซบไม่ต่างอะไรกับใครหลาย ๆ คน เพียงแต่ช่วงเวลานั้นเธอได้พบรักแท้

เมื่อชีวิตคนเรามันแตกต่างกัน การเล่าเรื่องของแต่ละตอนจึงไม่มีคำว่า จำเจ การนำเสนอในแต่ละตอนของซีรีส์ชุดนี้จึงจะแตกต่างกันออกไป เขาเล่าเรื่องไม่เหมือนกันเลยแหละใน 8 ep ประเด็นนี้มันเป็นเรื่องจริงที่หยิบเอามาทำซีรีส์ได้น่าสนใจมาก ๆ แถมยังทำให้จบภายใน 31 นาทีซะอีกด้วย แล้วเป็น 31 นาที ที่ทำให้เราเข้าใจการสื่อความหมายได้ทั้งหมดอย่างน่าประทับใจ อย่างเช่นตอนนี้

Ep2 . When Cupid Is a Prying Journalist
Joshua (Dev Patel) เป็นนักธุรกิจหนุ่มเจ้าของแอพหาคู่ กำลังให้สัมภาษณ์กับ Julie (Catherine Keener) นักข่าวนิตยสารเกือบจะจบการสนทนากันไปแล้ว อยู่ดี ๆ Julie ก็ถามเขาว่า เขาเป็นเจ้าของแอปพลิเคชันหาคู่เนี่ย เขาเคยตกหลุมรักใครบ้างรึยัง เรื่องนี้มันพิเศษอยู่ตรงที่เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว เพราะคำตอบของ Joshua กลับทำให้ชีวิตของ Julie เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

การสนทนาระหว่างกันเปลี่ยนชีวิตของเขาทั้งคู่ เปลี่ยนการตัดสินใจ เปลี่ยนความกลัวให้เป็นความกล้า ซึ่งจริง ๆ แล้ว คำพูดของเราทุกคน เรื่องราวที่แลกปลี่ยนระหว่างกันมีผลซึ่งกันเสมอ นี่แหละคือสิ่งที่ได้จากเรื่องราวที่นำเสนอในตอนนี้ ที่ตอกย้ำกับเราว่า ความรักมีผลกับชีวิตแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ความสำเร็จอาจเกิดจากรักไม่สมหวังและรักที่สมหวังอาจเกิดขึ้นกับเราได้ เพียงแค่เราเปิดใจและให้โอกาสตัวเอง

Ep3 . Take Me as I Am, Whoever I Am
นางเอกชื่อ Lexi รับบทโดย (Anne Hathaway) เป็นนักกฎหมายธุรกิจบันเทิงที่มีความสามารถมาก ๆ เก่ง ฉลาด แต่เปลี่ยนงานโคตรบ่อย เพราะเดี๋ยว ๆ เธอก็ขาดงาน เธอเล่าว่าเธออยากจะมีความรักดี ๆ กับเขาสักครั้ง วันหนึ่งเธอได้มาเจอกับ Jeff (Gary Carr) ผู้ชายดี ๆ คนหนึ่ง แต่เรื่องมันก็พังพินาศด้วยน้ำมือของเธอเอง (ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจเลยก็ตาม)

บรรยากาศในการนำเสนอของตอนนี้เป็นตอนหนึ่งในซีรีส์ชุดนี้ที่มีความคลาสสิกมาก ๆ การเปรียบเทียบชีวิตกับละคร การใส่บรรยากาศของละครเพลง การหยิบเอาภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์ อย่าง Gilda มาประกอบคำอธิบาย ว่าเฮ้ย..นี่มันชีวิตของฉันนะ ชีวิตที่ไม่ได้สวยงามเพียงด้านเดียว ฉันมีอีกด้านหนึ่งที่ฉันกำลังสู้กับมันและอยากให้ใครสักคนที่ยอมรับมันได้อยู่กับฉันด้วย เป็นการอธิบายความเป็นคนสองบุคลิกได้อย่างชัดเจน ละเมียดละไมและการเปิดเผยตัวตนย่อมดีกว่าการเก็บซ่อนมันไว้เพียงลำพัง ฮืออออออT_T มันไม่เศร้าขนาดนั้นหรอก แต่แอบสงสารอยู่ในใจ

The Race Grows Sweeter Near Its Final Lap
เรื่องนี้เป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์ชุดนี้ จะบอกว่าเป็นบทสรุปก็ไม่เชิงแต่มันเปิดเผยความจริงที่ว่า ความรักไม่เคยมีเงื่อนไข เวลา อายุ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มนุษย์จะสรรหามาเป็นเหตุผล ไร้ความหมายไปในทันทีเมื่อมาอยู่กับ Margot (Jane Alexander ) และ Kenji (James Saito) คู่รักวัยเกษียณ สองคนนี้เก่งมากเลยนะ เป็นหญิงชายวัยชราที่ทำให้เรายิ้มอิ่มใจไปกับความรักของเขาทั้งสองคนได้แบบง่าย ๆ และไม่รู้สึกขัดเขิน เป็นการเล่าเรื่องที่อบอุ่นซาบซึ้งได้ภายในเวลาสั้น ๆ ที่การันตีได้เลยว่า อายุ มันเป็นเพียงแค่ตัวเลขจริง ๆ

เมื่อความรักเกิดขึ้นมาแล้ว มันสวยงามเสมอ ไม่ว่าคุณจะพบเจอมันเมื่อไหร่ ไม่ว่าคุณจะเหลือเวลาแค่ไหนในการใช้ชีวิตอยู่กับมัน แต่สิ่งที่จะหลงเหลือไว้ให้มันคือความทรงจำที่แสนวิเศษ ความรักดี ๆ มันให้เราได้แบบนั้นเลยแหละ สิ่งหนึ่งที่ซีรีส์ชุดนี้กำลังบอกเราก็คือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา มันคือการใช้ชีวิต

ความรักคือส่วนประกอบหนึ่งของชีวิต ที่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนมันคือน้ำหล่อเลี้ยงให้ชีวิตดำเนินไป เมื่อพูดถึงเรื่องราวของความรัก มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนสองคน ซีรีส์เล่าถึงความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ รักของหนุ่มสาว รักบริสุทธิ์ที่ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าความรู้สึกดี ๆ ความรักที่ต้องการเพียงเป็นผู้ดูแลใครสักคนไปจนตลอดชีวิต มิตรภาพ รอยยิ้มที่ควรจะยิ้ม มีอยู่ในซีรีส์ชุดนี้